Sideway (ไซด์เวย์) คืออะไร: ทำกำไรใน Sideway อย่างไร 

Sideway (ไซด์เวย์) คืออะไร: ทำกำไรใน Sideway อย่างไร 

Sideway (ไซด์เวย์) คืออะไร: ทำกำไรใน Sideway อย่างไร 

มารู้จักกันว่าการเทรด Sideway(ไซด์เวย์) คืออะไร รวมถึงเคล็ดลับการทำกำไรในตลาด Sideway ที่เทรดเดอร์ทุกคนควรรู้! อ่านต่อในบทความ 

สภาวะ Sideway (ไซด์เวย์) คือสภาวะที่ตลาดไม่มีเทรนที่ชัดเจนทั้งแนวโน้มขาขึ้นและแนวโน้มขาลง เทรดเดอร์หลายๆ คนอาจจะรอให้ตลาดจะมีเทรนชัดเจนก่อนแล้วค่อยทำการซื้อขาย แต่สิ่งที่คุณอาจจะยังไม่รู้คือ Sideway นั้นมีโอกาสเกิดขึ้นได้บ่อยและคุณก็สามารถทำกำไรในสภาวะนี้ได้! วิธีการง่ายๆ เริ่มต้นจากแยกให้ออกว่าตลาดตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงใด จากนั้นใช้อินดิเคเตอร์ต่างๆ เพื่อกำหนดจุดเข้า แล้วเทรดตามแนวรับและแนวต้าน โดยเน้นไปที่การทำกำไรเล็กๆ แต่สม่ำเสมอ 

บทความนี้จะมาทำความรู้จักว่า Sideway คืออะไร และมีวิธีทำกำไรในตลาด Sideway อย่างไร พร้อมเรื่องอื่นๆ ที่คุณควรรู้เกี่ยวกับการเทรดในสภาวะนี้ อ่านต่อในบทความเลย! 

Key Takeaways

  • ทิศทางราคาในตลาดสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ “เทรน (แนวโน้ม)” ซึ่งมีทั้งแนวโน้มขาขึ้น (Up Trend) และแนวโน้มขาลง (Down Trend) ส่วนอีกประเภทหนึ่งคือ “Sideway (ไซด์เวย์)” 
  • Sideway คือสภาวะตลาดที่มีแนวโน้มด้านข้าง โดยกราฟราคาไม่ปรับตัวขึ้นหรือลงอย่างชัดเจน ซึ่งเกิดจากปริมาณการซื้อและปริมาณการขายในตลาดที่เท่ากัน
  • วิธีเช็คว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วงเทรนหรือ Sideway สามารถทำได้หลายวิธี เช่น Price Action, Trendline และ Moving average 
  • เทรดเดอร์สามารถทำกำไรในตลาด Sideway ได้โดยใช้อินดิเคเตอร์เพื่อค้นหาการกำหนดจุดเข้า แล้วเทรดตามแนวรับและแนวต้าน เพื่อทำกำไรเล็กๆ แต่สม่ำเสมอ และยังช่วยความเสี่ยงด้วย 

แน่นอนว่าตลาดการเงินย่อมมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา การรู้ทิศทางของตลาดจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักเทรดทุกคน เพราะนั่นหมายความว่าคุณจะสามารถปรับกลยุทธ์การเทรดให้สอดคล้องกับแต่ละช่วงของตลาดได้ ซึ่งช่วงของตลาดที่มีโอกาสเกิดขึ้นบ่อยและได้รับความนิยมในการเทรดคือ “Sideway (ไซด์เวย์)” ถ้าคุณยังไม่รู้ว่า Sideway คืออะไร และมีกลยุทธ์ในการทำกำไรอย่างไร บทความนี้จะมาเจาะลึกข้อมูลให้กับคุณ! 

Sideway (ไซด์เวย์) คืออะไร? 

ก่อนจะพูดถึงว่า Sideway คืออะไร สิ่งแรกที่คุณควรรู้คือตลาดการเงินนั้นสามารถแบ่งการเคลื่อนไหวของทิศทางราคาออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่ เทรน และ Sideway โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 

รู้จักกับเทรนของตลาด

หลายๆ คนอาจจะสงสัยว่าเทรนหรือ Trend หมายความว่าอะไร? Trend แปลว่า แนวโน้มของราคาที่เคลื่อนไหวไปทางใดทางหนึ่งอย่างต่อนื่อง มีทั้งแนวโน้มขาขึ้น (Up Trend) และแนวโน้มขาลง (Down Trend)  

1. แนวโน้มขาขึ้น (Up Trend) 

แนวโน้มขาขึ้น (Up Trend) คือ ทิศทางของกราฟราคาที่มีการปรับตัวสูงขึ้น (แต่อาจจะมีการย่อตัวหรือพักตัว เนื่องจากกราฟราคานั้นมีความผันผวนตลอดเวลา) หรือเรียกว่า​​ ตลาดกระทิง (Bull Market) แนวรับ แนวต้านจะเพิ่มสูงขึ้นเช่นเดียวกับราคา 

2. แนวโน้มขาลง (Down Trend) 

แนวโน้มขาลง (Down Trend) คือ ทิศทางของกราฟราคาที่มีการปรับตัวต่ำลง (เช่นเดียวกับที่อาจจะมีการพักตัวเพราะความผันผวน) หรือเรียกว่า ตลาดหมี (Bear Market) แนวรับ แนวต้านจะลดลงเช่นเดียวกับราคา 

เทรดเดอร์มากมายมักจะเทรดเฉพาะช่วงที่ตลาดมีเทรนชัดเจน เพราะง่ายต่อการคาดการณ์ทิศทางของกราฟราคา อย่างไรก็ตามในตลาดการเงิน ทิศทางของกราฟราคาส่วนใหญ่จะเป็นรูปแบบ “Sideway” ซึ่งมีลักษณะดังนี้ 

รู้จักกับ Sideway คืออะไร  

Sideway คือ ทิศทางของกราฟราคาที่ไม่ปรับตัวขึ้นหรือลงอย่างชัดเจน หรือเรียกว่าแนวโน้มด้านข้าง โดยจะมีการเคลื่อนที่ขึ้นลงเป็นระยะเวลาสั้นๆ อยู่ในกรอบแคบ สาเหตุของกราฟ Sideway เกิดจากปริมาณการซื้อและปริมาณการขายในตลาดนั้นเท่ากัน ซึ่งเกิดขึ้นโดยไม่มีระยะเวลากำหนด จนกว่าจะมีปัจจัยอื่นที่ทำให้ปริมาณซื้อหรือปริมาณขายเพิ่มขึ้นในทิศใดทิศหนึ่งจนเกิดเป็นเทรน 

กราฟ Sideway สามารถบอกเราได้ว่าการหยุดเคลื่อนไหวตามเทรนนั้นเกิดจาก 2 เหตุผล ได้แก่ หยุดเพื่อสะสมกำลังแล้วไปต่อ และหยุดเพื่อกลับทิศทาง อีกทั้ง Sideway ยังเป็นการส่งสัญญาณถึงระยะต่อไปของวัฏจักรธุรกิจด้วย เช่น หากธุรกิจมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่ง Sideway อาจจะเกิดขึ้นก่อนแล้วตามมาด้วยภาวะถดถอย ในทางกลับกันหากธุรกิจอยู่ในจุดต่ำสุด Sideway อาจเป็นสัญญาณของตลาดกระทิงครั้งต่อไปก็ได้ 

ข้อดีของการเทรด Sideway

แม้ Sideway คือภาวะตลาดที่เทรดเดอร์หลายๆ คนหลีกเลี่ยงเพราะวิเคราะห์ได้ยาก แต่ตลาด Sideway นั้นก็มีข้อดีที่ทำให้เทรดเดอร์อีกมากมายรอทำกำไรจากตลาดลักษณะนี้ 

1. มีจุดเข้าออกที่ชัดเจน เนื่องจากตลาด Sideway มักจะมีระดับแนวรับและแนวต้านที่ชัดเจน จึงสามารถกำหนดตำแหน่งที่จะเข้าและออกได้ง่ายขึ้น 

2. สามารถควบคุมความเสี่ยงได้ เมื่อเกิดกราฟ Sideway ขึ้น การซื้อขายแต่ละครั้งมักจะไม่เปิดเกินสองสามวันหรือหลายสัปดาห์ ดังนั้นเทรดเดอร์จึงสามารถลดโอกาสที่จะได้รับผลกระทบจากตลาดหมีหรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดได้ นอกจากนี้การซื้อขายในตลาด Sideway ช่วยให้นักเทรดสามารถปิดตำแหน่งก่อนการประกาศข่าวสำคัญของบริษัท แล้วกลับเข้ามาใหม่เมื่อปริมาณการซื้อหรือปริมาณการขายมีการเปลี่ยนแปลง

วิธีเช็คว่าตลาดเป็น Sideway หรือไม่ 

การแยกให้ออกว่าตลาดตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงเทรนหรือ Sideway เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะจะช่วยให้การเทรดมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามเทรดเดอร์แต่ละคนจะมีวิธีมองกราฟแตกต่างกันไป ซึ่งในบทความนี้เราจะแนะนำ 3 วิธีที่ใช้ในการแยกแนวโน้มขาขึ้น แนวโน้มขาลง และ Sideway ไปดูกันเลย 

1. พิจารณาจาก Price Action 

Price Action คือการคาดการณ์ทิศทางของราคาในอนาคตจากพฤติกรรมของราคาในอดีต ซึ่งวิธีวิเคราะห์นี้ไม่จำเป็นต้องใช้อินดิเคเตอร์เป็นตัวช่วย (บางคนเรียกวิธีนี้ว่า “วิเคราะห์กราฟเปล่า”) นอกจากนี้ยังเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมสูงมาตั้งแต่อดีต 

การแบ่งแนวโน้มจะดูจาก High และ Low ดังนี้ 

  • แนวโน้มขาขึ้น: กราฟราคาจะมี Higher Highs (HH) แล้วตามด้วย Higher Lows (HL)
  • แนวโน้มขาลง: กราฟราคาจะมี Lower Highs (LH) แล้วตามด้วย Lower Lows (LL)
  • Sideway: ราคาจะวิ่งในกรอบ อยู่ระหว่าง High และ Low 

2. ใช้ Trendline 

Trendline หรือเส้นแนวโน้ม คือเส้นที่แสดงทิศทางการเคลื่อนที่ของราคา นอกจากนี้ Trendline ยังสามารถถูกนำไปหาแนวต้านและแนวรับได้ด้วย 

  • แนวโน้มขาขึ้น: จุดยอดของราคาที่ขึ้นไปในแต่ละครั้งจะสูงกว่าจุดสูงสุดเดิม และราคาต่ำสุดของหุ้นที่ลดลงในครั้งใหม่จะสูงกว่าจุดต่ำสุดเดิม โดยเส้น Trendline ขาขึ้นจะเป็นเส้นตรงที่ลากผ่านจุดต่ำอย่างน้อยสองจุดในแนวขึ้น 
  • แนวโน้มขาลง: จุดยอดของราคาที่ขึ้นไปในแต่ละครั้งจะต่ำกว่าจุดสูงสุดเดิม และจุดต่ำสุดของการลดลงครั้งใหม่จะต่ำกว่าจุดต่ำสุดครั้งก่อน โดยเส้น Trendline ขาลงจะเป็นเส้นตรงที่ลากผ่านจุดสูงสุดอย่างน้อยสองจุดในแนวลง
  • Sideway: ระดับราคาจะวิ่งอยู่ภายในช่วงแนวรับและแนวต้านในแนวนอน  

3. ดูจาก Moving average 

Moving average (MA) หรือเส้นค่าเฉลี่ย เป็นอินดิเคเตอร์ทางเทคนิคที่สามารถนำมาใช้ในการกำหนดเทรน โดยคำนวณหาค่าเฉลี่ยจากข้อมูลราคาย้อนหลังตามที่ระยะเวลาที่เรากำหนด ซึ่งช่วงเวลาที่นิยมใช้สำหรับ MA คือ 200, 100, 50 และ 20 วิธีนี้ดูเทรนจาก MA เป็นที่นิยมเนื่องจากทำความเข้าใจได้ง่าย และมีประสิทธิภาพต่อการเทรด 

Moving Average ประเภทที่มีการใช้งานบ่อยๆ ได้แก่ Simple Moving Average (SMA), Weighted Moving Average (WMA), Exponential Moving Average (EMA) เป็นต้น 

วิธีการดูแนวโน้มจากเส้น MA มีดังนี้ 

  • แนวโน้มขาขึ้น: กราฟราคาจะอยู่เหนือเส้น MA และเส้น MA ที่คำนวณจากข้อมูลย้อนหลังระยะสั้นจะอยู่เหนือเส้น MA ที่คำนวณจากข้อมูลย้อนหลังระยะยาว  
  • แนวโน้มขาลง: กราฟราคาจะอยู่ใต้เส้น MA และเส้น MA ที่คำนวณจากข้อมูลย้อนหลังระยะสั้นจะอยู่ใต้เส้น MA ที่คำนวณจากข้อมูลย้อนหลังระยะยาว  
  • Sideway: กราฟราคาจะอยู่เหนือเส้น MA สลับกับอยู่ใต้เส้น MA ไปมา และเส้น MA ที่คำนวณจากข้อมูลย้อนหลังระยะสั้นจะตัดกับเส้น MA ที่คำนวณจากข้อมูลย้อนหลังระยะยาวสลับไปมา 

ตัวอย่างหุ้นในตลาด Sideway

Sideway มักจะเกิดขึ้นในตลาดหุ้น เช่น Dow Jones Industrial Average, S&P 500, NASDAQ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม Sideway สามารถเกิดขึ้นได้ในการลงทุนประเภทอื่นๆ อย่างเช่นพันธบัตร สินค้าโภคภัณฑ์ หรือ Forex 

ย้อนกลับไปในปลายปี 2014 ราคาหุ้นของ S&P 500 วิ่งขึ้นลงเป็นรูปแบบ Sideway ตามกราฟ Sideway ข้างต้นจะเห็นได้ว่าราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 2,060.99 ซึ่งสภาวะนี้มีข้อดีสำหรับผู้ลงทุนที่เน้นการออม หรือลงทุนเพื่อการเกษียณ เพราะราคาของหุ้นโดยเฉลี่ยจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกันตลอดเกือบทั้งปี 

เทรดเดอร์หลายคนอาจจะเทรดเฉพาะตลาดที่เป็นเทรนชัดเจนเท่านั้น เพราะง่ายต่อการประเมินทิศทางราคา แต่รู้หรือไม่ว่าในตลาดการเงินทิศทางราคาส่วนใหญ่จะเป็นรูปแบบ Sideway มากกว่าเทรน ดังนั้นถ้าคุณเข้าใจสภาวะตลาด Sideway คุณก็จะสามารถปรับกลยุทธ์ให้ทำกำไรได้ในทุกประเภทตลาด ในส่วนต่อไปเราจะมาดูกันว่าวิธีการทำกำไรใน Sideway นั้นมีอะไรบ้าง 

เคล็ดลับการทำกำไรใน Sideway

แม้ว่าตลาด Sideway จะไม่มีเทรนราคาที่ชัดเจน แต่เทรดเดอร์ก็สามารถทำกำไรในตลาดช่วงนี้ได้เช่นกัน เราได้สรุปเคล็ดลับการทำกำไรใน Sideway ออกมาเป็น 3 ข้อดังนี้ 

1. ใช้อินดิเคเตอร์เพื่อค้นหาการกำหนดจุดเข้า 

ในการวิเคราะห์ตลาด Sideway เทรดเดอร์ควรใช้อินดิเคเตอร์ทางเทคนิคเพื่อคาดการณ์ว่าราคาจะไปที่ใด และเมื่อใดอาจเกิดการ Breakout (กราฟราคาวิ่งทะลุแนวรับหรือแนวต้านที่เราตั้งไว้) สำหรับตัวอย่างของอินดิเคเตอร์ที่เหมาะสำหรับใช้ในกราฟ Sideway มีดังนี้ 

  • Moving average (MA) อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าเป็นอินดิเคเตอร์ทางเทคนิคที่สามารถนำมาใช้ในการกำหนดเทรนได้ นอกจากนี้ยังช่วยหาแนวโน้มในทางตรงกันข้ามและแสดงแนวรับและแนวต้านที่อาจเกิดขึ้นด้วย 
  • Relative Strength Index (RSI) เป็นอินดิเคเตอร์ประเภท Momentum ใช้สำหรับวัดการแกว่งตัวของราคาว่ามีภาวะการซื้อมากเกินไป (Overbought) หรือการขายมากเกินไป (Oversold) สามารถใช้บ่งบอกสัญญาณในการ Breakout รวมถึงการกลับตัวของแนวโน้ม และจุดเข้าซื้อระหว่างแนวโน้มได้ 

อย่างไรก็ตามอินดิเคเตอร์แต่ละตัวนั้นมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน การใช้อินดิเคเตอร์เพียงตัวเดียวอาจจะไม่สามารถให้สัญญาณการเทรดที่ดีกับคุณได้ ดังนั้นคุณควรใช้อินดิเคเตอร์ที่หลากหลาย และความรู้อื่นๆ ในประกอบการตัดสินใจ เช่น การอ่านกราฟแท่งเทียน สังเกตพฤติกรรมราคาของสินทรัพย์ที่ต้องการเทรด 

2. ใช้กลยุทธ์ Range Trading 

Range Trading คือ กลยุทธ์การเทรดในตลาดที่มีกรอบการเคลื่อนไหวจำกัด สามารถทำกำไรเล็กๆ แต่สม่ำเสมอจากความผันผวนของราคา และลดการขาดทุนให้น้อยที่สุด โดยจะเทรดตามแนวรับและแนวต้าน อย่างไรก็ตามวิธีนี้เหมาะสำหรับตลาดที่ไม่มีความผันผวนมาก 

ขั้นตอนแรกคือการหาแนวรับและแนวต้าน ต่อมาระบุโซนการซื้อและการขายที่มากเกินไปจากอินดิเคเตอร์ Oscillators แล้ว Sell เมื่อราคาในตลาดพุ่งขึ้นไปแตะที่ราคาของแนวต้าน และ Buy เมื่อราคาในตลาดดิ่งลงไปแตะที่ราคาของแนวรับ

นอกจากนี้ยังมีอีกเครื่องมือหนึ่งเรียกว่า “Bollinger Band” ที่สามารถใช้ประกอบการตัดสินใจในตลาด Sideway ได้ Bollinger Band คืออินดิเคเตอร์ทางเทคนิคที่ใช้ติดตามการเคลื่อนไหวของเทรน และบอกความผันผวนของราคาในช่วงเวลาที่เรากำหนด โดยพิจารณาว่ากราฟราคาเบี่ยงเบนจากเส้น Moving Average เท่าไหร่ แล้วแสดงผลออกมาเป็น เส้น Band ด้านบนและด้านล่าง (นั่นคือค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน) ซึ่งสามารถนำไปใช้วิเคราะห์รูปแบบของราคาได้

3. กระจายสินทรัพย์การลงทุน

อีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดความเสี่ยงได้ คือ การกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย ทำให้คุณไม่สูญเสียมากจนเกินไปเมื่อตลาดมีความผันผวนสูง นอกจากนี้ในขณะที่ตลาดมีสภาวะ Sideway นี่เป็นสัญญาณที่ดีที่จะปรับสัดส่วนพอร์ทการลงทุนของคุณ 

ข้อควรระวังในการเทรด Sideway 

1. หลีกเลี่ยงการเทรดในตลาด Sideway ที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป หรือเรียกอีกอย่างว่า Choppy เพราะมีระยะการเคลื่อนไหวของราคาไม่ใหญ่พอที่จะเข้าซื้อขาย 

2. ควบคุมความเสี่ยง อย่าลืมจำกัดความเสี่ยงในการซื้อขายอยู่เสมอ การเทรดแบบ Sideway จะเน้นไปที่การทำกำไรเล็กๆ อย่างสม่ำเสมอ ดังนั้นคุณควรเรียนรู้ที่จะตั้งจุด Take profit และ Stop loss ในการซื้อขาย 

3. มีสภาวะจิตใจที่มั่นคง เทรดเดอร์มากมายหลีกเลี่ยงการเทรดเมื่อเจอกับสภาวะตลาด Sideway แต่การเรียนรู้ ปรับกลยุทธ์การเทรด และฝึกฝนอยู่เสมอจะช่วยให้คุณสามารถทำกำไรในตลาดนี้ได้ 

สร้างโอกาสทำกำไรใน Sideway กับ Mitrade

โบรกเกอร์  Mitrade เป็น โบรกเกอร์ออนไลน์สัญชาติออสเตรเลียที่มีความน่าเชื่อถือ โดยก่อตั้งเมื่อปี 2011 ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการมากกว่า 1 ล้านคนทั่วโลก Mitrade ให้บริการสินทรัพย์มากกว่า 300 รายการ และเครื่องมือเทรดขั้นสูงมากมายสำหรับเทรดเดอร์ ถ้าคุณพร้อมเริ่มต้นเทรดกับ Mitrade แล้ว สามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ ตามขั้นตอนดังนี้ 

ขั้นตอนการเริ่มต้นเทรดกับ Mitrade

1. ลงทะเบียน 

สร้างบัญชีใหม่โดยใช้เวลาไม่กี่นาทีเท่านั้น ถ้าคุณยังเป็นเทรดเดอร์มือใหม่ Mitrade มีบริการบัญชีทดลองด้วยเงินเสมือนจริง $50,000 (~฿1.7 ล้านบาท) เพื่อให้คุณสามารถฝึกฝนทักษะการเทรดได้โดยไม่มีความเสี่ยง 

2. ฝากเงินเข้าบัญชี 

การฝากเงินมีให้เลือกหลายช่องทาง และมีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก คุณสามารถโอนเงินเข้าบัญชีได้โดยตรงผ่าน QR Code, ธนาคารออนไลน์ในไทย รวมถึง Skrill โดยที่ไม่มีค่าธรรมเนียมใดๆ 

3. เริ่มต้นเทรด 

สำหรบการเทรดในตลาด Sideway โบรกเกอร์  Mitrade นำเสนอแพลตฟอร์มการเทรดที่มีอินดิเคเตอร์ที่หลากหลายให้ลูกค้าได้เลือกใช้ เช่น Simple Moving Averages (SMA), Exponential Moving Averages (EMA), Moving Average Convergence Divergence (MACD), Relative Strength Index (RSI) และอีกมากมาย พร้อมเครื่องมือช่วยสนับสนุนการวิเคราะห์เพื่อเพิ่มความแม่นยำการคาดการณ์ให้มากขึ้น 

ทำไมคุณควรเทรดกับ Mitrade? 

  1. มีความปลอดภัยและน่าเชื่อถือ เนื่องจากโบรกเกอร์อยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยหน่วยงาน ASIC ของออสเตรเลีย, CIMA ของหมู่เกาะเคย์แมน และ FSC ของมอริเชียส นอกจากนี้ยังมีมาตรการแยกเงินทุนของลูกค้าจากของโบรกเกอร์ 
  2. ไม่มีค่าคอมมิชชั่น ค่าสเปรดในการเทรดต่ำ ไม่มีค่าธรรมเนียมค้างคืน รวมถึงไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมการฝากถอนด้วย 
  3. สามารถใช้เลเวอเรจในการเทรด มีความยืดหยุ่น สามารถปรับได้เป็น 1, 2, 5, หรือ 10 เท่า และเลเวอเรจสูงสุดคือ 1:200 จึงช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไรของนักลงทุน 
  4. ปริมาณในการซื้อขายต่ำ โดยเริ่มต้นเพียง 0.01 lots 
  5. แพลตฟอร์มการเทรดใช้งานง่าย มีเครื่องมือเทรดขั้นสูงมากมาย รองรับทั้งเวอร์ชั่นเว็บเทรดเดอร์และแอพพลิเคชั่นมือถือ พร้อมด้วยระบบควบคุมความเสี่ยง มีฟังก์ชั่น stop loss หรือจำกัดการเทรดให้บริการ 
  6. ฝ่ายบริการลูกค้าเป็นมืออาชีพ ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงวันจันทร์ถึงศุกร์ รองรับการใช้งานในประเทศไทย สามารถฝากถอนเงินผ่านธนาคารไทยได้ง่าย 
  7. มีแหล่งความรู้สนับสนุน เทรดเดอร์สามารถเข้าดูบทวิเคราะห์จาก Mitrade ได้โดยตรง รวมถึงบทความให้ความรู้เหมาะสำหรับเทรดเดอร์ทุกระดับ

สรุป 

เทรดเดอร์มืออาชีพจะสามารถปรับกลยุทธ์ให้ทำกำไรได้ในทุกประเภทตลาด ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มขาขึ้น แนวโน้มขาลง หรือตลาด Sideway ซึ่งเป็นสภาวะที่ตลาดไม่มีเทรนที่ชัดเจน นั่นทำให้เทรดเดอร์หลายคนหลีกเลี่ยงการเทรดในตลาดนี้ แต่ถ้าคุณเข้าใจสภาวะ Sideway คุณก็สามารถทำกำไรได้เช่นกัน ซึ่งแน่นอนว่ากลยุทธ์การเทรดจะแตกต่างจากในตลาดที่มีเทรนชัดเจน 

สำหรับการทำกำไรในตลาด Sideway ก่อนอื่นคุณควรวิธีเช็คว่าตลาดเป็น Sideway หรือไม่ โดยมีหลายวิธี เช่น Price Action, Trendline หรืออินดิเคเตอร์ Moving average หลักการเทรด Sideway จะเน้นไปที่การทำกำไรเล็กๆ แต่สม่ำเสมอ และพยายามลดความเสี่ยงให้ได้มากที่สุด โดยใช้อินดิเคเตอร์เพื่อค้นหาการกำหนดจุดเข้า แล้วเทรดตามแนวรับและแนวต้าน ด้วยวิธีนี้คุณจะสามารถทำกำไรในช่วง Sideway ได้ก่อนที่ตลาดจะเกิดการเคลื่อนไหวไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง 

References: